วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555

นายกฯ หญิงออกตัวแรง ด้วยนโยบาย "Tablet กับนักเรียน ป.1"

...นายกฯ คนใหม่ของประเทศไทย เปิดตัวพร้อมนโยบายที่มุ่งเน้นเพื่อการศึกษาโดยการแจก Tablet(แทบเล็ท)ให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพื่อความสะดวกและการพัฒนาในทางด้านต่างๆของการศึกษาที่ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีสมัยปัจจุบัน...

พวกเราชาว IT รุ่นใหม่คิดยังไงกับนโยบายนี้...

             ข้อคิดเห็น*** แต่ผมมีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการใช่Tablet ของเด็ก  ป.1 การที่ นายกคิดว่าการใช่ Tablet นั้นมันไม่สมเหตุสมผลการพัฒนาเด็กนั้นเราไม่ได้พัฒนาในด้านไอทีด้านเดียวแต่ต้องพัฒนาหลายๆด้าน
ผลที่จะเกิดประโยชน์กับเด็กนักเรียน ตลอดจนวงการการศึกษา ค่อนข้างมีเยอะ ถ้าจะมองในแง่ดี แต่ท่านคิดว่าเด็กไทยเราส่วนใหญ่จะมีวุฒิภาวะแบบไหนในการใช้สิ่งที่ได้รับไปเท่าใด
และ ควรคำนึงถึงด้วยว่า การนำ Tablet มาประยุกต์ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนในเด็กวัยประถม จะมีผลกระทบต่อทักษะการเรียนรู้แบบดั้งเดิมสำหรับเด็กในวัยนี้มากน้อยแค่ไหน
เพราะ เด็กวัยนี้ควรเรียนรู้จากสิ่งของที่เป็นธรรมชาติ  สามารถจับต้องได้  และกำลังพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่  เด็กควรได้เขียนหนังสือด้วยดินสอเพื่อให้เขียนตัวหนังสือได้สวยงาม  มีความอดทน  ไม่ใจร้อน  การแจก tablet ให้เด็กป.1 จึงไม่เหมาะสมและมีประโยชน์น้อยมาก  หากอยากแจกจริงน่าจะแจกให้เด็ก ม.1 จะมีประโยชน์มากกว่า

"การใช้ 3G ของคนไทย".......

...
            นับถอยหลังอีกไม่นาน ประเทศไทย ก็จะมีระบบมือถือ 3G ใช้งานแล้ว หลังจากที่ตั้งตารอลุ้นมากเป็นเวลานาน แต่ ตัวผู้ใช้งานพร้อมมากแค่ไหน ขณะที่เวลานี้คนรุ่นใหม่ตื่นตัวกับการสื่อสารความเร็วสูงหรือไม่ เกษตรกรไทยได้ผลประโยชน์หรือไม่ถ้ามีใช้จริง ครั้งนี้ไอทีไดเจสมีมุมมองดีๆ จากคนรุ่นใหม่...
           หลายปีที่ผ่านมา กระแสของเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายยุคที่ 3 (Third Generation)หรือ 3Gได้รับการกล่าวถึงจากผู้ที่สนใจ และผู้เกี่ยวข้องในด้านเทคโนโลยีกันอย่างหนาหู รวมถึงข่าวคราวการเรียกร้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G จาก คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาแก่ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ โอเปอเรเตอร์ ทั้ง เอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ
           ล่าสุด ค่ายเอไอเอสก็ได้ฤกษ์เอาวันนี้เป็นวันเปิดให้บริการ 3GSM แบบเป็นทางการที่จังหวัดเชียงใหม่ เลยมีเรื่องให้กลับมาคิด และตามดูต่อว่า เมื่อคนไทยได้ 3G มาใช้งานแล้ว จะมีประโยชน์จริงๆ มากน้อยแค่ไหน ใครได้ประโยชน์จากการใช้มากที่สุด รวมทั้งมาฟังว่าคนรุ่นใหม่ๆ ที่เป็นนิสิต นักศึกษา ในสถาบันการศึกษาชั้นนำ เขามีมุมมองกับมือถือ 3G อย่างไร และเขาสนใจการเข้ามาของ 3G มากน้อยเพียงใด

           จากการที่ไอทีไดเจสได้ไปเกาะติดเวทีสัมมนา 3G in Thailand: The Time is Now เพื่อรับฟังข้อมูลจาก รองประธานอาวุโส จีเอสเอ็มโลก โดยคาดกันว่าจะเริ่มออกใบอนุญาตฯ ได้ภายในเดือนสิงหาคม 2551 นี้ และในอนาคตอันใกล้นี้ก็เป็นที่น่าคิดเหมือนกันว่า ถ้าหาก 3G ได้รับใบอนุญาตจาก กทช.แล้ว ระบบการสื่อสารไร้สายความเร็วสูงนี้ จะสามารถทำประโยชน์ให้กับประชาชน ในประเทศเกษตรกรรมอย่างเมืองไทยได้มากน้อยเพียงใด… 
ไม่รู้มันมีปัญหาอะไรกันนักหนา ระหว่างเรื่อง 3G กับประเทศไทย ที่ผมทราบคร่าวๆ ก็คือ ระบบการประมูล ที่ยืดเยื้อ และมีการโต้แย้ง จนต้องล้มการประมูลไปครั้งหนึ่ง จนถึงปัจจุบัน เวลาล่วงมาปีกว่า ก็มีแค่เจ้าเดียวเท่านั้น ที่เปิดให้บริการ 3G ไปแล้ว คือ TOT ทำสัญญา MNOV (ป่าวหว่า) กับพวกรายย่อย เช่น Loxely, i-mobile ในการให้บริการ 3G กับผู้ใช้อย่างเราๆ
ไอ้ตัวผมเอง ยังไม่เคยใช้บริการ 3G หลอกนะ แต่เคยเห็นกับตา ว่า แม่งเร็วม๊ากกกก ทะลุ hi-speed บ้านนอก แถวบ้านผมไปเลย โดยอัตราการโหลดประมาณ 300kb/s (หรือ 8mbs ที่เขาว่ากัน) ซึ่งไม่ต้องสืบเลยว่า พอ 3G มา จะมีธุรกิจใหม่ๆ งอกเงยขึ้นมาเป็นดอกเห็ดอย่างแน่นอน และสังคม วัฒนธรรมของประเทศไทย อาจจะเปลี่ยนไป โลกเราจะหมุนเร็วขึ้นกว่าเดิม!

ทุกวันนี้ แค่ Edge ของ DTAC ก็เพียงพอสำหรับการตอบเมลล์ เล่น Facebook บน iPhone แต่ยังไม่พอสำหรับดู VDO Streaming หรือโหลดรูปภาพใหญ่ๆ… แต่พอข่าว 3G ที่ใกล้จะเป็นจริงเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ ยิ่งทำให้ผม และกี๊กคอมทั้งหลาย ตื่นเต้น กันแน่นอน เพราะต่อๆ ไป เราจะมี hi-speed internet พกติดกระเป๋า หรือทำงานขณะขับรถได้แล้ว!!!
หลัง จากล้มลุกคลุกคลานมาหลายต่อหลายครั้ง กทช. ชุดนี้ก็ผลักดัน(ประสานประโยชน์?) ให้การประมูลใบอนุญาตกำลังจะเกิดขึ้นได้ ในวันที่ 20 กันยายน นี้
ถ้าประมูลกันได้ ก็จะเริ่มวางระบบกันภายในเดือนพฤศจิกายน คาดกันได้เลยว่าจะมี 3G ให้ใช้ภายในครึ่งปีแรกของ 2554
แต่ ถ้ามันไม่เกิดในครั้งนี้ ด้วยเงื่อนไข “เทคนิค” ข้อกฏหมาย (กทช. หมดอายุ, ต้องรอ พรบ.อื่นๆก่อน ฯลฯ) เป็นไปได้มากที่เราอาจต้องรออีก 2-3 ปีกว่าจะประมูล “ใบอนุญาต” กันอีกครั้ง
ซึ่งถึงวันนั้น “สัญญาสัมปทาน” ก็อาจหมดอายุไปแล้ว ต้องวุ่นวายตั้งโต๊ะต่อสัญญาณกันอีกรอบ ฝุ่นตลบกันอีกหน
ณ วันนี้ CAT ได้ฟ้องศาลปกครองว่า กทช. ใช้อำนาจผิดกฏหมาย เนื่องจาก
  1. กทช. ใช้อำนาจกฏหมายที่เกิดจากรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งโดน “ฉีก” ไปแล้ว พรบ.ความถี่นั้นจึงน่าจะโดนฉีกตามไปด้วย กทช. จึงไม่น่าจะมีอำนาจตามกฏหมาย (คนที่จะมีอำนาจตัวจริงควรจะเป็น กสทช. ที่จะจัดตั้งโดย พรบ. กสทช. แต่ พรบ. ที่ว่านี้ยังอยู่ในสภา)
  2. การประมูลขัดกับมาตรา 47 วรรค 2 ในรัฐธรรมนูญ ปี 2550 (ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เขียนโดยคณะที่เลือกกันมาจากทีมงานรัฐประหาร)
  3. การมี 3G จะทำให้ CAT เสียรายได้จากเงินสัมปทานที่ลดลงปีละ 30,000 ล้านบาท
ศาลปกครองมีคำสั่งระบุว่า; ร่าง กฎหมาย กสทช. ได้ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เรียบร้อยแล้ว และยังได้ผ่านการพิจารณาแก้ไขของคณะกรรมาธิการร่วมแล้ว กำลังจะนำเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง ดังนั้น จะเป็นอุปสรรคในการทำงานขององค์กรกสทช.ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  จึงมีเหตุที่จะออกมาตราการหรือคุ้มครองชั่วคราวเพื่อบรรเทาทุกข์ โดยให้กทช.ยุติการใช้ประกาศ กทช. เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่  3จี ออกไปก่อน จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอี่น (อ้างอิง: มติชนออนไลน์ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1284640917&grpid=00&catid)
กทช. กำลังจะยื่นอุทธรณ์ ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ต้องติดตามกันต่อไป
……………………
เรื่องราวทั้งหมดนี้ มีประเด็นที่ผมอยากบอกเล่าเพิ่มเติม เป็นประเด็นในภาพกว้าง ที่ไม่ต้องก้าวล่วงถึงคำสั่งศาล
เราทราบกันดีว่า TOT และ CAT นั้นมีสภาพอย่างไร เป็นองค์กร “ธุรกิจ” ที่มีประสิทธิภาพแค่ไหนในระบบตลาดทุนนิยมเสรี
เราปฏิเสธไม่ได้่เช่นกันว่า รัฐวิสาหกิจ คือกลุ่มคนที่มีจำนวนมาก และเทอะทะที่สุดกลุ่มหนึ่งในสังคมไทยยุคนี้
ถ้าเราจะปล่อยให้ “กลไกตลาด” ทำงาน โดยเปิดให้มีการแข่งขันธุรกิจ 3G อย่างอารยะ แล้วให้ระบบสัมปทานค่อยๆตายจากประเทศนี้ไป
คำถาม ที่พวกเราทุกคนต้องคิดกันต่อในฐานะเจ้าของประเทศก็คือ เราจะเอาอย่างไรกับ  TOT / CAT เพราะถ้าพูดกันตามตรง ก็เดาได้ไม่ยากว่าพวกเขาน่าจะยืนทัดทานกระแสการแข่งขันธุรกิจได้ยากเหลือทน
วันนี้ถ้าถอดตัวเลขเงินสัมปทานออกไป ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า TOT / CAT จะยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองหรือไม่ และยืนยาวแค่ไหน
อย่าลืมว่ารัฐบาลถือหุ้นใน TOT / CAT
นั่นแปลว่าประชาชนไทยทุกคน เป็นเจ้าของ TOT / CAT
ถ้าทั้งคู่ขาดทุน ก็ต้องเอาเงินภาษีของคนไทยนี่แหละ ไปอุดหนุน (หรือไม่ก็กู้เงินมา ซึ่งแปลว่าให้ลูกหลานเราจ่ายแทนเรา)
ดังนั้นวันนี้ ต่อให้ CAT ไม่ฟ้อง วันหน้าก็ต้องมีปัญหาอยู่ดี
ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ “คนไทยทุกคน” ต้องช่วยกันคิดว่าจะเอากันอย่างไร เพราะเราหลบปัญหามานานเกินไปแล้ว
ปัญหานี้เป็นปัญหาพื้นฐาน และเป็นปัญหาโลกแตกในทุกประเทศที่ทำการ privatization
นายก รัฐมนตรี โคอิซูมิ ของญี่ปุ่น ก็เจอมรสุมการเมืองอย่างหนักหน่วงในเรื่องทำนองนี้ เมื่อครั้งพยายาม “ปรับ” กรมการไปรษณีย์ในประเทศให้คล่องตัวขึ้น
นอกจากนั้น
เราต้องยอมรับว่า “รายได้หลัก” ของรัฐบาลไทยในวันนี้ มี “สัมปทาน” เป็นส่วนสำคัญ (ผมไม่มีตัวเลขว่ากี่ % แต่จำได้ว่าเยอะพอควร)
ถ้าวันนี้ “ค่าต๋ง” เหล่านี้หายไป แล้วรัฐบาลไทยจะเอาเงินมาจากไหน (เพื่อไปซื้อเครื่องบินรบ)